อิ๊กซี่ ทางเลือกใหม่ของคู่สมรสที่มีบุตรยาก

 Home
» Chularat 1 Suvarnabhumi Hospital » Knowledge of Health » อิ๊กซี่ ทางเลือกใหม่ของคู่สมรสที่มีบุตรยาก แบ่งปันไปยัง facebook




อิ๊กซี่ ทางเลือกใหม่ของคู่สมรสที่มีบุตรยาก

       เรื่องการมีบุตรยาก เป็นปัญหาที่หนักใจสำหรับคู่สมรสหลายๆคน แต่ปัจุบันวิทยาศาสตร์การแพทย์เจริญก้าวหน้าไปมาก ทำให้ปัญหานี้มีทางออก หนึ่งในนั้นคือการทำเด็กหลอกแก้วด้วยวิธีอิ๊กซี่ ICSI (Intra cytoplasmic sperm injection) ที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

       หากพูดถึงการรักษาผู้มีบุตรยากในประเทศไทย ปัจจุบันก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว มีเทคโนโลยีที่ทันสมัย โดยเริ่มตั้งแต่การรักษาด้วยการฉีดเชื้อเข้าโพรงมดลูก หรือ IUI(Intrauterine insemination)ที่ค่าใช้จ่ายไม่แพงมากนัก โอกาสในการสำเร็จอยู่ที่ 10-15 % ไปจนถึงการทำเด็กหลอดแก้ว IVF(In vitro fertilization )หรือการทำอิ๊กซี่bโอกาสในการสำเร็จอยู่ที่ 40-50 % ที่เพิ่มเติมจากการทำเด็กหลอดแก้วคือ การตรวจหาความผิดปกติทางพันธุกรรมของตัวอ่อน เพื่อเพิ่มโอกาสในการฝังตัวของตัวอ่อน ลดโอกาสในการแท้ง เมื่อตั้งครรภ์แล้วโอกาสที่เด็กจะเกิดมามีความปกติสูงกว่าเด็กที่ไม่ได้รับการตรวจ เช่น กลุ่มอาการดาวน์ซินโดรม เป็นต้น เมื่อเราเลือกตัวอ่อนที่ปกติเข้าไป โอกาสในการตั้งครรภ์ก็สูงขึ้นตามไปด้วย

       จุฬารัตน์ 11 ไอวีเอฟ เซ็นเตอร์ เป็นศูนย์รักษาผู้มีบุตรยากแบบครบวงจร ได้มาตรฐานสากล  ทีมแพทย์มีความเชี่ยวชาญ จบเฉพาะทางด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธ์ มีนักวิทยาศาสตร์ตัวอ่อนมีประสบการณ์มากกว่า 10 ปี ห้องปฏิบัติการตัวอ่อนมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยได้มาตรฐาน

        เมื่อเข้าสู่กระบวนการทำเด็กหลอดแก้ว IVF/ICSI จะเริ่มต้นทำการรักษาในวันที่ 2 ของการมีประจำเดือน ภรรยาจะได้รับยากระตุ้นไข่ 10-11 วัน ฉีดวันล่ะ 1 ครั้ง ซึ่งสามารถมาฉีดที่โรงพยาบาลหรือฉีดเองที่บ้านได้ หากนำไปฉีดเองที่บ้านจะมีพยาบาลคอยให้คำแนะนำ และสอนฉีดยาเพื่อให้มั่นใจว่าสามารถฉีดได้ด้วยตนเอง แพทย์จะนัดมาอัลตร้าซาวน์และเจาะเลือดทุก 2-3 วัน เพื่อติดตามการเจริญของไข่ เมื่อไข่มีขนาดโต มากกว่า 18.5 มิลลิเมตร ขึ้นไป แพทย์จะให้ยาฉีดให้ไข่ตก และนัดวันเก็บไข่หลังจากฉีดยาให้ไข่ตก 36 ชม. ก่อนวันเก็บไข่ผู้ป่วยไม่ต้องกังวล เพราะจะมีทีมพยาบาลที่คอยให้คำแนะนำก่อนการเก็บไข่ ในวันเก็บไข่ สามีจะต้องมาเก็บอสุจิในวันเดียวกัน เมื่อได้ไข่และอสุจิแล้ว นักวิทยาศาสตร์ตัวอ่อน จะเริ่มทำ ICSI ซึ่งเป็นเทคโนโลยีในการช่วยปฏิสนธิ โดยจะคัดอสุจิที่มีความสมบูรณ์ที่สุด 1 ตัวฉีดเข้าไปในไข่ 1 ใบ ซึ่งทำให้อัตราการปฏิสนธิสูง โดยที่ศูนย์ของเรา มีอัตราการปฏิสนธิ 80 % หลังจากนั้นนักวิทยาศาสตร์ตัวอ่อนจะเลี้ยงตัวอ่อนและเฝ้าดูการเจริญเติบโตของตัวอ่อน ในวันที่ 1, 3, 5 นับจากวันที่ทำ ICSI และจะรายงานผลตัวอ่อน ให้คู่สมรสทราบการเจริญเติบโตของตัวอ่อนอย่างต่อเนื่อง จุดนี้เป็นอะไรที่คู่สมรสหลายๆคู่ประทับใจ ที่ได้เห็นพัฒนาการของลูกๆตั้งแต่ยังเป็นตัวอ่อน ส่วนทีมพยาบาล นอกจากจะคอยดูแลอย่างใกล้ชิดและให้ข้อมูลในการรักษาในวันที่มาพบแพทย์แล้ว ทีมพยาบาลยังสามารถติดต่อได้ตลอด 24 ชม. หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือสงสัย ก็สามารถสอบถามได้ทันที นอกจากนี้เรามีระบบในการติดตามผู้ป่วยในการฉีดยา โดยการโทรสอบถาม และส่ง  SMSเพื่อเตือนเวลาในการฉีดยา เพื่อให้คนไข้ฉีดยาได้ตรงเวลา สม่ำเสมอ ซึ่งการฉีดยาก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งในการทำให้การรักษา ประสบความสำเร็จมากขึ้น

        เมื่อตัวอ่อนมาถึงระยะ บลาสโตซีส (blastocyst) ในวันที่ 5 หลังการทำ ICSI แพทย์จะวางแผนเรื่องการย้ายตัวอ่อน โดยมี 2 วิธีคือการย้ายรอบสด และการย้ายรอบแช่แข็ง หากคนไข้ไม่มีอาการผิดปกติ ฮอร์โมนเอสโตรเจนอยู่ในระดับปกติ แพทย์อาจพิจารณาย้ายตัวอ่อนในรอบสดได้เลย แต่หากร้างกายอ่อนเพลียมาก ฮอร์โมนเอสโตรเจนสูงมากกว่า 3000 หรือผู้ป่วยที่ต้องการตรวจหาความผิดปกติในโครโมโซมของตัวอ่อน ตัวอ่อนจะถูกแช่แข็งไว้และเก็บได้หลาย 10 ปี แพทย์จะพิจารณาย้ายรอบแช่แข็งโดยการละลายตัวอ่อน


ขอรับคำปรึกษาโดยผู้เชี่ยวชาญ และโทรนัดหมายล่วงหน้า ได้ที่ 038-500-300-2200 หรือ 099-3366297
ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.chularativf.com
                   https://th-th.facebook.com/ivfchularat11center/