ภาษา : ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ

มีวิธีรักษามะเร็งตับอย่างไร

          แนวทางในการรักษามะเร็งตับในปัจจุบันเป็นที่ยอมรับกันว่าการผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งออกเป็นวิธีการรักษาที่ดีที่สุด และเป็นวิธีเดียวที่รักษามะเร็งของตับให้หายขาด ดังนั้นจึงมีความสำคัญที่สุดที่ต้องวินิจฉัยให้ได้ในระยะเริ่มแรก

          ปัญหาการวินิจฉัยมะเร็งตับในบ้านเรามักตรวจพบมะเร็งตับระยะสายเกินแก้ เนื่องจากคนไข้ส่วนใหญ่มักมาพบแพทย์เมื่อมีอาการมากแล้ว ขนาดของก้อนมะเร็งเมื่อตรวจโดยใช้คลื่นเสียงมักโตกว่า 5 เ.ซนติเมตร ซึ่งนอกจากจะโตเกินกว่าที่จะผ่าตัดออกได้ ยังมักจะกระจายไปนอกตับหรืออัวยวะอื่นที่อยู่นอกตับแล้ว การรักษาจึงทำได้เพียงเพื่อยับยั้งไม่ให้ก้อนมะเร็งโตขึ้นเร็วเท่านั้น ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้

          การเลือกวิธีการรักษาให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายจึงขึ้นอยู่กับสมรรถาพการทำงานของตับ ภาวะตับแข็งร่วมด้วยหรือไม่ ตำแหน่ง ขนาด การกระจายของมะเร็งตับมีมากน้อยเพียงไร

          1.รักษาหวังหายขาด : โดยการผ่าตัดเอาก้อนมะเร็งและเนื้อตับรอบก้อนมะเร็งออก ถ้าขนาดของก้อนมะเร็งโตไม่เกิน 2 เซนติเมตร และมีมะเร็งก้อนเดียว มีเปลือกหุ้ม อยู่ภายในตับกลีบเดียว

          ในปัจจุบันมีการรักษาโดยการผ่าตัดเปลี่ยนตับด้วยการใช้ตับของผู้อื่น เช่นตับของผู้ที่เสียชีวิตจากการประสบอุบัติเหตุหรือจากโรคอื่น แต่ตับยังอยู่ในสภาพดีสามารถนำมาเปลี่ยนให้กับผู้ป่วยโรคมะเร็งตับได้แต่ก็เป็นวิธีที่ยุ่งยาก สิ้นเปลืองมาก และต้องอาศัยทีมแพทย์ผู้ชำนาญเฉพาะทาง นอกจากนี้ตับที่เปลี่ยนใหม่มีโอกาสอักเสได้อีกจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซี เดิมกลับเป็นซ้ำใหม่

          2.การรักษาพอประทังชีวิต : เพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของมะเร็งตับมิให้ก้อนมะเร็งโตขึ้นเร็วด้วยวิธีการต่าง  ๆ ที่นิยม คือ การฉีดยาเคมีบำบัดเข้าทางเส้นเลือดแดงที่ไปเลี้ยงตับ และการฉีดสาร (Gel foam) ที่มีขนาดเล็กเข้าไปอุดเส้นเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงเนี้อมะเร็งตับ (TOCE) หรือการฉีดแอลกอฮอล์เข้าไปทำลายก้อนมะเร็งตับโดยตรง สองวิธีนี้เป็นวิธีที่นิยมที่สุด ส่วนการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด เพื่อยับยั้งการเจริญเติบโตของก้อนมะเร็ง และการฉายรังสีหรือยิงเลเซอร์ที่บริเวณก้อนมะเร็งตับมุ่งหวังให้เซลล์มะเร็งถูกทำลายก็มักไม่ได้ผลดี เนื่องจากมะเร็งตับดื้อต่อยาเคมีบำบัด และรังสีรักษา

          3.การรักษาตามอาการ : การรกัษาเพื่อบรรเทาอาการของผู้ป่วยที่พบบ่อยที่สุดคือ ความเจ็บปวด ซึ่งพบประมาณร้อยละ 40-60 ของผู้ป่วยโดยให้ยาแก้ปวดเพื่อให้ผู้ป่วยทนทุกข์ทรมานน้อยลง ตลอดจนการให้ยาเจริญอาหาร วิตามิน และการรกาภาวะแทรกซ้อน เช่น ให้ยาขับปัสสาวะ ถ้าผู้ป่วยมีอาการบวม ท้องมาน และให้กำลังใจต่อผู้ป่วยและครอบครับ

ขอขอบคุณบทความจาก นพ.อาทิตย์ ภูผาธรรม
อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคทางเดินอาหารและโรคตับ
โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 9 กิ่งแก้ว