ความดันโลหิตสูง
 |
โรคที่ไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า แต่อาจเสียชีวิตได้จากอาการแทรกซ้อนเฉียบพลัน ป้องกันได้ด้วยการหมั่นตรวจสุขภาพเป็นประจำ ความดันโลหิตสูงเป็นโรคที่พบได้บ่อย อันตรายจากโรคนี้คือ ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น เช่น กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด โรคหัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมองแตก หรือตีบจนเป็นอัมพาต โรคไตวาย
ความดันปกติของคนปกติ ถาอายุต่ำกว่า 50 ปี ความดันไม่ควรเกิน 140/90 mmHg และถ้าอายุ 50 ปีขึ้นไปความดันไม่ควรเกิน 160/95 mmHg ถ้าความดันตัวล่างเกิน 95 mmHg ไม่ว่าท่านอายุเท่าไหร่ ต้องพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นโรคความดันสูง อาการของโรคที่พบได้ เช่น ปวดศีรษะ มักจะมีอาการปวดบริเวณท้ายทอยในตอนเช้า ปวดศีรษะข้างเดียวแบบไมเกรน เลือดกำเดาออก |
โรคที่ทำให้เกิดความดันโลหิตสูง ได้แก่ โรคไต, ต่อมไร้ท่อ, ต่อมหมวกไต, ซึ่งเมื่อรักษาต้นเหตุแล้ว ความดันโลหิตที่สูงก็จะหายไป ส่วนใหญ่ของผู้ที่มีความดันโลหิตสูงประมาณร้อยละ 85 - 90 มักไม่ทราบสาเหตุ จึงจำเป็นต้องได้รับการรักษาตลอดไป เพื่อลดอาการแทรกซ้อนที่อาจเกิดกับอวัญวะที่สำคัญ เช่น หัวใจ, สมอง, ไต
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเกิดโรค
| อายุ |
คนที่มีอายุน้อยถ้าเป็นโรคความดันโลหิตสูงมีโอกาสเสียชีวิตมากกว่าคนอายุมาก |
| เพศ |
เพศชายตายมากกว่าเพศหญิง |
| น้ำหนัก |
ถ้าลดน้ำหนักจะทำให้ความดันโลหิตลดลง |
| ความเครียด |
การทำให้กล้ามเนื้อคลายความตึงเครียด ร่วมกับการลดความเครียดทางจิตใจ สามารถลดความดันโลหิตได้อย่างแน่นอน |
ข้อแนะนำในการปฏิบัติตัว
การรักษาเพื่อควบคุมระดับความดันโลหิต นอกจากการรักษาด้วยยาแล้ว การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดำรงชีวิตเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยควบคุมได้
1.การควบคุมน้ำหนัก รักษาน้ำหนัก รักษาน้ำหนักตัวให้เหมาะสม เพราะความอ้วนมีผลทำให้เกิดความดันโลหิตสูง
2.การออกกำลังกาย สำหรับผู้ที่ไม่เคยออกกำลังกาย ควรเริ่มออกกำลังกายในระดับเบาๆ เริ่มต้นด้วยการเหยียดยืดกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่นเดิน ขี่จักรยาน วิ่งเหยาะ เต้นแอโรบิคต่อเนื่อง
3.การควบคุมสภาวะจิตใจของตนเอง โดยควบคุมอารมณ์ไม่ให้เกิดความเครียด ความโกรธ และพักผ่อนให้เพียงพอ
4.งดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
5.ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค ลดอาหารที่มีรสชาติเค็ม
6.งดเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา, กาแฟ, เครื่องดื่มชูกำลังต่างๆ
หลักสำคัญในการควบคุมอาหาร
1.การปรับปรุงแต่งรสชาติอาหาร เช่น น้ำปลา เกลือ ซอส ซีอิ้วปรุงในปริมาณพอเหมาะไม่ควรเกินวันละ 1 ช้อนชาต่อวัน
2.หลีกเลี่ยงการใช้ผงชูรส (Monosodium glutamate) นื่องจากเป็นสารเคมีที่มีองค์ประกอบของโซเดียมซึ่งจะทำให้ความดันโลหิตสูง
3.หลีกเลี่ยงอาหารสำเร็จรูปต่างๆ เช่นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โจ๊กกึ่งสำเร็จรูป ซุปก้อนต่างๆ เป็นต้น
4.หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูปต่างๆ เช่น ไส้กรอก กุนเชียง แฮมหมูแผ่น หมูหยอง ผักกาดดอง เต้าหู้ยี้ ปลาเค็ม ไข่เค็ม เป็นต้น
5.หลีกเลี่ยงอาหารที่ไขมันสูงหรืออาหารที่ใช้ปริมาณน้ำมันมากๆ เช่น ปาท่องโก๋ ไก่ทอด มันฝรั่ง โดยเฉพาะอาหารที่ไขมันอิ่มตัวและคอเรสเตอรอลสูง เช่น เนื้อทอดติดมัน ไขมันจากสัตว์ กะทิ น้ำมันมะพร้าว น้ำมันปาล์ม เป็นต้น
6.จำกัดน้ำมันในการประกอบอาหาร และควรเลือกใช้น้ำมันพืช ในการประกอบอาหาร เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันรำข้าว น้ำมันเม็ดทานตะวัน น้ำมันมะกอก เป็นต้น
7.รับประทานผักให้มากขึ้นทุกมื้อ อาจเป็นผักต้ม ผักสด แทนการใช้ผัดหรือทอดในน้ำมัน
8.เลือกรับประทานผลไม้ที่มีใยอาหารมาก เช่น ส้ม มะละกอ สัปปะรด แทนการทานขนมหวาน
9.ดื่มนมพร่องมันเนย โยเกิร์ตไขมันต่ำเป็นประจำ ซึ่งพบว่าแคลเซียมจากนมช่วยในการควบคุมความดันโลหิตได้
หลักการป้องกัน
โรคความดันโลหิตสูง ท่านจะไม่ทราบว่าเป็นโรคนี้จนกว่าจะมีอาการแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นกับหัวใจ ไต และสมอง ก่อนที่โรคนี้จะเกิดขึ้นกับตัวท่าน สามารถที่จะป้องกันตัวท่านได้เอง ด้วยวิธีการหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็ม เกลือโซเดียม ควบคุมน้ำหนัก ออกกำลังกายที่พอเหมาะ และหมั่นตรวจสุขภาพเป็นประจำ จะช่วยป้องกันได้อย่างดี